อุปกรณ์แจ้งเหตุเพลิงไหม้มีอะไรบ้าง? อธิบายหน้าที่ของแต่ละตัวแบบเข้าใจง่าย

อุปกรณ์แจ้งเหตุเพลิงไหม้มีอะไรบ้าง? อธิบายหน้าที่ครบทุกตัว

เมื่อกล่าวถึงอุปกรณ์แจ้งเหตุเพลิงไหม้ หลายคนอาจนึกถึงเพียงแค่กริ่งเตือนภัยสีแดง หรืออุปกรณ์ตรวจจับควันบนเพดาน แต่ในความเป็นจริง ระบบแจ้งเหตุเพลิงไหม้ (Fire Alarm System) ในอาคารมาตรฐาน ประกอบด้วยอุปกรณ์หลายชนิดที่ต้องทำงานประสานกันอย่างเป็นระบบและแม่นยำ

การที่ผู้บริหารอาคาร ฝ่ายจัดซื้อ หรือวิศวกรดูแลสถานที่ เข้าใจหน้าที่ของอุปกรณ์แต่ละชนิดอย่างถูกต้อง จะช่วยให้สามารถวางแผนเลือกใช้อุปกรณ์ได้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อม ลดปัญหาสัญญาณเตือนภัยผิดพลาด (False Alarm) และปฏิบัติตามกฎหมายควบคุมอาคาร ตลอดจนมาตรฐานวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย (วสท.) และมาตรฐานสากล NFPA ได้อย่างถูกต้อง บทความนี้ บริษัท ซีคู เทค จำกัด (SecuTech) จะพาไปเจาะลึกหน้าที่ของอุปกรณ์แจ้งเหตุเพลิงไหม้แต่ละชนิดแบบเข้าใจง่าย

สรุปอุปกรณ์แจ้งเหตุเพลิงไหม้หลัก 5 กลุ่ม แยกตามหน้าที่การทำงาน

อุปกรณ์ในระบบแจ้งเหตุเพลิงไหม้ สามารถแบ่งออกเป็น 5 กลุ่มหน้าที่สำคัญ เพื่อให้ระบบทำงานตรวจจับและแจ้งเตือนได้อย่างสมบูรณ์:

กลุ่มอุปกรณ์

ชื่ออุปกรณ์ (ไทย-อังกฤษ)

หน้าที่หลักเชิงวิศวกรรม

พื้นที่ติดตั้งที่เหมาะสม

1. อุปกรณ์ตรวจจับอัตโนมัติ

(Initiating Devices)

Smoke Detector

(ตรวจจับควัน)

ตรวจจับอนุภาคควันไฟในระยะเริ่มต้น มีทั้งระบบ Photoelectric และ Ionization

อาคารสำนักงาน, ห้องพักโรงแรม, โถงทางเดิน, ห้องเซิร์ฟเวอร์

Heat Detector

(ตรวจจับความร้อน)

ตรวจจับอุณหภูมิที่สูงขึ้นผิดปกติ ทั้งแบบความร้อนสูงคงที่ (Fixed Temp) และแบบอัตราเพิ่มความร้อน (Rate of Rise)

ห้องครัว, ลานจอดรถ, ห้องเครื่องยนต์, พื้นที่ที่มีฝุ่นควันปกติ

Flame Detector

(ตรวจจับเปลวไฟ)

ตรวจจับรังสี UV หรือ IR ที่แผ่ออกมาจากเปลวไฟโดยตรง ตอบสนองรวดเร็วมาก

คลังน้ำมัน, โรงงานสารเคมี, พื้นที่จัดเก็บวัตถุไวไฟ

2. อุปกรณ์แจ้งเหตุด้วยมือ

(Manual Initiating Devices)

Manual Call Point / Pull Station

(อุปกรณ์กด/ดึงแจ้งเหตุ)

ให้ผู้พบเห็นเหตุเพลิงไหม้กดหรือดึงเพื่อส่งสัญญาณแจ้งเตือนเข้าสู่ตู้ควบคุมได้ทันที

บริเวณทางเดินหลัก, ข้างประตูหนีไฟ, โถงบันไดทุกชั้น

3. อุปกรณ์แจ้งเตือน

(Notification Devices)

Alarm Sounder / Bell

(กริ่ง/สัญญาณเสียงเตือน)

ส่งสัญญาณเสียงดังกระตุ้นให้ผู้อยู่ในอาคารรับรู้เหตุฉุกเฉินและเตรียมอพยพ

ติดตั้งกระจายครอบคลุมทั่วทุกโซนของอาคาร

Strobe Light / Horn Strobe

(ไฟวับวาบและไซเรน)

แจ้งเตือนด้วยแสงไฟกระพริบร่วมกับเสียง ช่วยเตือนภัยผู้บกพร่องทางการได้ยิน

พื้นที่เสียงดัง, ห้องเครื่องจักร, โถงทางเดิน, ห้องน้ำ

4. อุปกรณ์ควบคุมและประมวลผล

(Control Devices)

Fire Alarm Control Panel (FACP)

(ตู้ควบคุมระบบ)

ศูนย์กลางรับสัญญาณจากอุปกรณ์ตรวจจับ ประมวลผล ควบคุมอุปกรณ์เตือนภัย และส่งสัญญาณตัดระบบอาคาร

ห้องควบคุมอาคาร (Control Room), ห้องรปภ.

5. อุปกรณ์แสดงผล

(Annunciating Devices)

Annunciator Panel

(ตู้แสดงผลจำลอง)

แสดงไฟสถานะระบุตำแหน่งหรือโซนเกิดเหตุ เพื่อให้เจ้าหน้าที่มุ่งหน้าไปยังจุดเกิดเหตุได้ทันที

โถงต้อนรับชั้น 1, จุดรักษาการณ์หน้าอาคาร

อุปกรณ์พิเศษเฉพาะทาง สำหรับพื้นที่สถาปัตยกรรมซับซ้อน

นอกจากอุปกรณ์มาตรฐานข้างต้นแล้ว ในอาคารที่มีดีไซน์เฉพาะตัวหรือมีความซับซ้อนสูง จำเป็นต้องใช้อุปกรณ์ตรวจจับรูปแบบพิเศษเพิ่มเติม:

  • Beam Detector (อุปกรณ์ตรวจจับควันแบบลำแสง): ออกแบบมาสำหรับพื้นที่เพดานสูงมาก เช่น คลังสินค้า โถงเอเทรียม (Atrium) หรือโรงงานอุตสาหกรรม โดยใช้วิธียิงลำแสงอินฟราเรดข้ามพื้นที่ หากมีควันลอยตัดผ่านลำแสง ระบบจะแจ้งเหตุทันที
  • Duct Detector (อุปกรณ์ตรวจจับควันในท่อลม): ติดตั้งภายในท่อส่งลมของระบบปรับอากาศ (HVAC) ทำหน้าที่ตรวจจับควันไฟที่อาจถูกดูดหมุนเวียนไปทั่วอาคาร เพื่อสั่งการปิดพัดลมระบายอากาศและแผ่นกั้นควัน (Smoke Damper) ได้ทันท่วงที

ลำดับการทำงานของระบบ (System Logic Flow)

เพื่อให้เกิดความปลอดภัยสูงสุด อุปกรณ์แจ้งเหตุเพลิงไหม้ทุกชิ้นจะทำงานประสานกันเป็นลำดับขั้นตอนแบบเรียลไทม์ภายในไม่กี่วินาที ดังนี้:

  1. การตรวจจับและส่งสัญญาณ (Detection): อุปกรณ์ตรวจจับ (Smoke, Heat หรือ Flame Detector) หรืออุปกรณ์แจ้งเหตุด้วยมือ (Manual Call Point) ตรวจพบเหตุผิดปกติแล้วส่งสัญญาณเข้าสู่ตู้ FACP
  2. การประมวลผลและยืนยันเหตุ (Processing): ตู้ควบคุม FACP รับสัญญาณ ตรวจสอบความถูกต้อง (Verification) เพื่อลดปัญหาสัญญาณเตือนหลอก และระบุโซนเกิดเหตุ
  3. การสั่งการแจ้งเตือน (Notification): ตู้ FACP ส่งกระแสไฟสั่งให้อุปกรณ์เตือนภัย เช่น Alarm Bell, Horn Strobe และ Annunciator Panel ทำงานทันที
  4. การสั่งการระบบอาคาร (Building Control Integration): ตู้ FACP ส่งสัญญาณเชื่อมต่อไปยังระบบควบคุมอาคาร เพื่อสั่งปลดล็อกประตูหนีไฟแม่เหล็กไฟฟ้า สั่งลิฟต์ลงมาจอดชั้น 1 และควบคุมระบบพัดลมระบายอากาศ/อัดลมบันไดหนีไฟ

FAQ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับอุปกรณ์แจ้งเหตุเพลิงไหม้

Q1: ระบบ Conventional กับระบบ Addressable แตกต่างกันอย่างไร?

A: ระบบ Conventional จะแสดงผลจุดเกิดเหตุเป็นพื้นที่กว้างๆ (Zone) เหมาะสำหรับอาคารขนาดเล็ก ส่วนระบบ Addressable อุปกรณ์ทุกชิ้นจะมีระบุตำแหน่งเฉพาะตัว (Address) ทำให้ตู้ FACP สามารถระบุจุดเกิดเหตุได้อย่างแม่นยำเป็นรายห้อง เหมาะสำหรับอาคารขนาดใหญ่และโรงงานอุตสาหกรรม

Q2: ทำไมอุปกรณ์ตรวจจับควัน (Smoke Detector) ถึงเกิด False Alarm บ่อยครั้ง?

A: มักเกิดจากการเลือกประเภทอุปกรณ์ไม่เหมาะกับพื้นที่ เช่น นำ Smoke Detector ไปติดในห้องครัว หรือพื้นที่ที่มีฝุ่นละอองและไอน้ำมันสูง แก้ไขได้โดยการเปลี่ยนเป็น Heat Detector หรือหมั่นทำความสะอาดเซนเซอร์ตามระยะเวลา

Q3: อุปกรณ์แจ้งเหตุเพลิงไหม้ควรได้รับการตรวจเช็กบ่อยแค่ไหน?

A: ตามมาตรฐานความปลอดภัย ควรทำการทดสอบฟังก์ชันการทำงานเบื้องต้นเป็นประจำทุกเดือน และทำการตรวจเช็กซ่อมบำรุงใหญ่ (Preventive Maintenance) โดยวิศวกรผู้เชี่ยวชาญอย่างน้อยปีละ 1–2 ครั้ง

ติดตั้งระบบแจ้งเหตุเพลิงไหม้มาตรฐานสากล เลือก SecuTech

วางใจในความปลอดภัยของอาคารและชีวิตของทุกคน ด้วยบริการระบบแจ้งเหตุเพลิงไหม้ครบวงจรจาก SecuTechเราคือผู้เชี่ยวชาญด้านระบบความปลอดภัยครบวงจรที่มีประสบการณ์ยาวนานกว่า 21 ปี (ก่อตั้ง พ.ศ. 2548 ถึงปัจจุบัน) พร้อมให้บริการครอบคลุมตั้งแต่การออกแบบ ติดตั้ง และดูแลโดยทีมวิศวกรผู้เชี่ยวชาญ คัดสรรอุปกรณ์แจ้งเหตุเพลิงไหม้มาตรฐานสากล อาทิ Edwards Signaling, Horing Lih, Notifier by Honeywell, System Sensor, SecuTech และ Simplex เพื่อให้อาคารของคุณมีระบบเตือนภัยที่เสถียร แม่นยำ และพร้อมใช้งานตลอด 24 ชั่วโมง

ติดต่อ SecuTech เพื่อปรึกษา ออกแบบระบบ และรับบริการสำรวจหน้างานฟรีทั่วประเทศ!

Visitors: 39,038